ขมเป็นยา หวานเป็นยาเสพติด
ถ้าพูดถึง “ขนมหวาน” คงมีไม่กี่คนที่จะไม่ชอบ แอดมินเองยังชอบเลย

และทุกๆคนยังรู้อีกว่า การทานขนมหรือของหวานมากๆนั้นไม่ดี

ฃแต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า “ตัวการร้าย” ที่แท้จริง

ก็คือ น้ำตาลหรือสารให้ความหวานต่างๆ แม้ว่ามันจะมีรสชาติหวานหรือไม่ก็ตาม

ซึ่งสารให้ความหวานเหล่านี้ เมื่อเรารับประทานมากเข้าก็จะส่งผลต่อสารเคมีในสมอง

ไม่ต่างอะไรกับยาบ้า มอร์ฟีนและนิโคติน

ซึ่งทำให้เกิดอาการเสพติด และเกิดความอยาก

หากเราอยากรู้ว่าตัวเอง เสพติดความหวานหรือไม่ แอดมินมีหัวข้อง่ายๆ มาให้เราสำรวจตัวเองดังนี้

1. ดื้อต่อความหวาน – เราต้องการกินหวานมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้เราพอใจ

2. อาการลงแดง – เกิดอาการมโนต่างๆนาๆเมื่อไม่ได้ทานหวาน เช่นหน้ามืด วิงเวียง ไม่มีแรง ไม่สดชื่น หรืออาการอื่นๆ

3. หวานคืบจะเอาศอก – เมื่อได้ทานของหวานหรือเครื่องดื่มที่ให้ความหวานนิดหน่อย จากชิมๆนิดเดียว ก็กลายเป็นทานมากกว่าที่ตั้งใจไว้ เคยเป็นกันไหมครับ หึ หึ ?

4. สูญเสียการควบคุม – มีพลังงานบางอย่างมาบังคับให้ร่างกายเราไปต่อคิวเข้าแถวซื้อ ป๊อปคอร์น โดนัท และไอศครีมของโปรดโดยไม่รู้ตัว ยอมรอเป็นเวลานาน เพียงแค่ให้ได้สิ่งนั้น

5. ไม่สนใจผลเสียที่ตามมา – รู้ทั้งรู้ว่าไม่ดี แต่ก็ไม่สนใจ ความอยากเอาชนะทุกสิ่ง ขอแค่ได้ทานนิดๆหน่อยๆคงไม่เป็นไร ขาดการยับยั้งชั่งใจ

หากคุณมีอาการน้อยกว่าสามข้อที่กล่าวมา ก็มั่นใจได้เลยว่า คุณได้รอดพ้น

จากการเป็นผู้เสพความหวานแล้ว

แต่สารให้ความหวานนั้น สามารถมาได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น

ขนม ชาเขียวขวด ว่านหางจรเข้ น้ำเชื่อมต่างๆ ข้าวบาเลย์ หรือแม้กระทั่งรังนก

ซึ่งหลายๆอย่างถูกโฆษณาว่าเป็นอาหารสุขภาพ

แต่นั่นคือสิ่งที่ผู้ขายบอกเพื่อทำกำไร

แล้วเรา ในฐานะผู้บริโภค จะเชื่อคำพูดนั้นดีหรือไม่ ?



Reference: The Calorie Myth - How to eat more, Exercise less, Lose weight and Live better. Jonathon Bailor
0 Comments

 

Copyright © 2017, Newmoves Exercise Exploration Center. All Rights reserved.